ทีมติวเตอร์

การชำระเบี้ยประกันภัย
    กรมธรรม์ประกันภัยจะให้ความคุ้มครองหรือมีผลบังคับอยู่ได้นั้น ขึ้นอยู่กับการที่ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัยให้ตรงตามเวลากำหนด ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกวิธีการชำระเบี้ยประกันภัยได้หลายช่องทาง แล้วแต่ความสะดวกของผู้เอาประกันภัยไม่ว่าจะเป็น
 1. การชำระโดยการหักจากยอดเงินฝากบัญชีธนาคารโดยสามารถขอแบบฟอร์มจากบริษัทประกันชีวิตพร้อมกรอกรายละเอียด และส่งให้กับบริษัทดำเนินต่อไป วิธีการนี้เมื่อถึงเวลาชำระเบี้ยประกันภัยธนาคารจะเป็นผู้หักเบี้ยประกันภัยจากบัญชีธนาคาร โดยวิธีการนี้ถือเป็นวิธีการที่ดีและผู้เอาประกันภัยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการชำระเบี้ยประกันภัย
 2. การชำระผ่านที่ทำการของธนาคาร วิธีการนี้ผู้เอาประกันจะต้องนำใบเจ้งการชำระเบี้ยประกันภัยที่บริษัทส่งมาให้ทุก ๆ ครั้งที่ถึงกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยไปยังธนาคารกำหนด โดยธนาคารจะให้ส่วนหนึ่งของใบแจ้งการชำระเบี้ยประกันภัยไว้เป็นหลักฐานการชำระเบี้ยประกันภัย
 3. ชำระทางธนาณัติ โดยสั่งจ่ายบริษัทหรือสาขาของบริษัทประกันชีวิตที่คุณทำประกันชีวิตไว้
 4. ชำระด้วยตนเองที่บริษัทหรือสาขาของบริษัทที่สะดวกในการติดต่อ
 5. การชำระผ่านทางตัวแทนประกันชีวิต วิธีการนี้ยังเป็นวิธีที่ใช้กันมากในปัจจุบัน
      วิธีการชำระเบี้ยประกันภัยดังกล่าว จะเลือกวิธีใดก็ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เอาประกันภัยเอง แต่ไม่ว่าคุณจะชำระเบี้ยประกันภัยด้วยวิธีใดก็ตาม อย่าลืมเก็บหลักฐานการชำระเงินหรือใบเสร็จรับเงิน เพราะหลักฐานการจ่ายเงินและใบเสร็จรับเงินจะเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าได้ชำระเบี้ยประกันภัยไปแล้ว

วิธีการแก้ไขปัญหาการชำระเบี้ยประกัน
     กรณีที่ผู้เอาประกันภัยประสบปัญหาทางด้านการจ่ายเงินในการชำระเบี้ยประกันภัย หลังจากาที่ได้ทำประกันชีวตไปแล้ว มีวิธีการแก้ปัญหาดังนี้
 1. ลดจำนวนเงินเอาประกันภัย ซึ่งจะช่วยให้เบี้ยประกันภัยที่ต้องชำระลดลง
 2. ขอเปลี่ยนแบบการประกันชีวิต แบบการประกันชีวิตที่มีเงื่อนไขการจ่ายเงินผลประโยชน์มาก ๆ เบี้ยประกันภัยที่ต้องชำระในแต่ละงวดจะมีจำนวนมากด้วย การขอเปลี่ยนเป็นแบบที่มีเงื่อนไขการจ่ายผลประโยชน์ที่น้อยลงจะทำให้เบี้ยประกันภัยที่ต้องชำระในแต่ละงวดจะมีจำนวนน้อยลง
 3. ขอยกเลิกสัญญาเพิ่มเติมกรมธรรม์ประกันภัย เช่น สัญญาเพิ่มเติมการประกันอุบัติเหตุ, สัญญาเพิ่มเติมการประกันสุขภาพ เป็นต้น เพราะสัญญาเพิ่มเติมจะมีระยะเวลาในการให้ความคุ้มครองเพียงหนึ่งปี การขอยกเลิกสัญญาเพิ่มเติมออกไปจะลดจำนวนเบี้ยประกันภัยที่จะต้องชำระในแต่ละงวดได้
 4. ขอเปลี่ยนงวดการชำระเบี้ยประกันภัย ถ้าการชำระเบี้ยประกันภัยของแบบการประกันชีวิตที่ทำไว้เป็นรายปี ก็สามารถขอเปลี่ยนงวดการชำระเบี้ยประกันภัยจากรายปี เป็นราย 6 เดือนหรือ ราย 3 เดือน หรือรายเดือน เพื่อแบ่งจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ต้องชำระในแต่ละครั้งให้น้อยลง
 5. ขอเปลี่ยนกรมธรรม์เป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จหรือขยายเวลา เมื่อชำระเบี้ยประกันภัยมาแล้วจนมีมูลค่าเวนคืนเงินสดเกิดขึ้น(กรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ คือ การแปลงกรมธรรม์ที่ทำใหผู้เอาประกันภัยยังคงได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์เดิมหรือตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ โดยยังคงมีระยะเวลาคุ้มครองเท่าเดิม แต่จำนวนเงินเอาประกันภัยลดลง , กรมธรรม์ขยายเวลา คือ การแปลงกรมธรรม์เดิมเป็นกรมธรรม์แบบชั่วระยะเวลาที่มีจำนวนเงินอาประกันภัยเท่าเดิม แต่ระยะความคุ้มครองลดลง ถ้าผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายใน
ระยะเวลาที่ขยายออกไป ผู้รับประโยชน์ก็จะได้รับจำนวนเงินเอาประกันภัย แต่ถ้าผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่จนครบระยะเวลาที่ขยายออกไป กรมธรรม์ก็จะสิ้นผลบังคับโดยที่จะไม่ได้รับจำนวนเงินเอาประกันภัย)
 6. การขอกู้ยืมเงินโดยมีกรมธรรม์ประกันภัยเป็นประกัน เมื่อชำระเบี้ยประกันภัยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือกรมธรรม์มีมูลค่าเวนคืนเงินสดเกิดขึ้น ผู้เอาประกันภัยสามารถกู้ยืมเงินได้โดยจำนวนเงินที่กู้ได้ไม่เกินมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิต (มูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิต คือ มูลค่าเงินสดที่เกิดขึ้นหลังจากผู้เอาประกันส่งเบี้ยประกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งโดยทั่วไปคือ 2 หรือ 3 ปี ถ้าผู้เอาประกันบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนด บริษัทประกันจะจ่ายมูลค่าเวนคืนเงินสดคืนให้แก่ผู้เอาประกัน)

กรณีที่บริษัทปฏิเสธการจ่ายเงิน
     เมื่อเกิดความสูญเสียเกิดขึ้นหลังจากการทำประกันชีวิต ซึ่งตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ผู้เอาประกันจะได้รับเงินสินไหมทดแทนจากบริษัท แต่ยังมีกรณีที่หากเกิดขึ้นแล้วบริษัทประกันชีวิตจะไม่จ่ายเงินเอาประกันภัยจากการประกันชีวิตตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ในกรณีใดกรณีหนึ่งดังนี้
 1. การปกปิดข้อความจริงและแถลงข้อความเท็จ การที่ผู้เอาประกันภัยปกปิดข้อความจริงตลอดจนการแถลงข้อความที่เป็นเท็จใจใบคำขอเอาประกันภัย ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการพิจารณารับประกันชีวิต บริษัทมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินเอาประกันภัย โดยการบอกล้างสัญญาภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ทำสัญญาประกันภัย หรือวันต่ออายุครั้งสุดท้าย
 2. ฆ่าตัวตายโดยเจตนาภายใน 1 ปี การฆ่าตัวตายโดยเจตนาภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาหรือวันต่ออายุสัญญาครั้งสุดท้าย ถือเป็นข้อยกเว้นการจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยตามกฏหมาย เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ฆ่าตัวตายเพื่อหวังจำนวนเงินเอาประกันภัย
 3. ผู้รับประโยชน์ฆ่าผู้เอาประกันภัยโดยเจตนา เรื่องนี้ถือเป็นข้อยกเว้นการจ่ายเงินเอาประกันภัยตามกฏหมาย เพราะบุคคลจะรับผลประโยชน์จากการกระทำผิดของตนไม่ได้ แต่ถ้ามีผู้รับประโยชน์มากกว่า 1  คน และไม่มีส่วนร่วมในการฆ่าผู้เอาประกันภัยแล้ว บริษัทจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่รับประโยชน์ที่ไม่มีส่วนในการฆ่าผู้เอาประกันภัยตามส่วน
 4. การปกปิดอายุจริงของผู้เอาประกันภัย อยู่นอกจำกัดอัตราการค้าปกติของบริษัท หากบริษัทพิสูจน์ได้ว่า ในขณะที่ทำสัญญาประกันชีวิต อายุที่ถูกต้องแท้จริงของผู้เอาประกันภัยอยู่นอกจำกัดอัตราการค้าปกติแล้ว บริษัทมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัย โดยการบอกล้างสัญญาประกันภัยได้

สิทธิเกี่ยวกับการรับเงินปันผล
 1. ขอรับเป็นเงินสด
 2. นำไปชำระเบี้ยประกันภัย
 3. ฝากไว้กับบริษัท โดยที่บริษัทจะจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินปันผลที่ฝากไว้กับบริษัททุกปี ในอัตราดอกเบี้ยทบต้น

คลิ๊กเพื่อกลับไปหน้าแรก