ทีมติวเตอร์

ทำไมเราต้องทำประกันชีวิต ?
      การทำประกันชีวิตไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดภาษีเท่านั้นแต่ยังได้รับความคุ้มครอง ตลอดจนยังได้รับผลตอบแทนจากการทำประกันชีวิตอีกด้วย เพราะปัจจุบันแบบประกันชีวิตมีให้เลือกมากมาย
      บางคนอาจจะบอกว่าไม่จำเป็นต้องทำประกันชีวิต เพราะเป็นคนที่เก็บออมเก่ง สามารถวางแผนทางการเงินให้กับชีวิตได้ แต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เงินออมที่เราเก็บไว้ต้องนำมาใช้จ่าย เมื่อถึงตอนนั้นใครจะมาช่วยเรา เพราะไม่เพียงตัวเราเท่านั้นที่จะได้รับความยากลำบาก คนใกล้ชิดที่ต้องพึ่งหาเราจะเป็นอย่างไร
     จะดีกว่ามั๊ย หากมีประกันชีวิตไว้เพิ่อช่วยบรรเทาภาระทางการเงิน จะกว่ามั๊ยหากมีเครื่องมือทางการเงินมาช่วยในการวางแผนเตรียมรับความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะเราไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตเราบ้างในวันข้างหน้า
      ประกันชีวิตให้ได้มากกว่าความคุ้มครองเพราะประกันชีวิต ถือว่าเป็นทรัพย์มรดกที่ดีที่สุด ที่จะทำให้คนที่เรารักสามารถใช้ชีวิตต่อได้อีกอย่างไม่ลำบาก
      ขอยกตัวอย่างว่า หากเราทำประกันชีวิตไว้ 10 ล้านบาท และยกผลประโยชน์ให้ลูกหากเสียชีวิตลง เจ้าหนี้จะไม่สามารถแตะต้องประกันชีวิตที่มอบให้กับลูกไปชำระหนี้ได้ แต่หากเป็นเงินฝาก เจ้าหนี้จะสามารถเรียกร้องเงินฝากไปชำระหนี้ได้

กรณ๊ศึกษา
1. นาย ก. และนาย ข. เดินทางไปติดต่องานที่ต่างประเทศ บังเอิญ นาย ข. เดินทางไปด้วยประสบอุบัติเหตุต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ แพทย์ถามหาบัตรผู้เอาประกัน ปรากฏว่านาย ข. ไม่มีจึงต้องเสียค่ารักษาพยาบาลสูงมาก จากเดิมนาย ข. เป็นคนหนุ่มฐานะดี ต้องนำเงินมาจ่ายค่ารักษาจนไม่เหลือทรัพย์สินเลย ที่สำคัญยังต้องกลายเป็นคนทุพพลภาพให้แม่ซึ่งมีอายุมากแล้วมาเลี้ยงดู (จากเหตุการณ์นี้ ถ้านาย ข. ยอมทำประกันชีวิตสักนิดก็คงไม่เป็นอย่างนี้ อย่างน้อยถึงแม้จะหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุไม่ได้ แต่นาย ข. ก็จะไม่เป็นภาระให้กับแม่ ขณะเดียวกันก็ยังเหลือเงิน เหลือทรัพย์สินที่มีอยู่เลี้ยงแม่แก่ ๆ พร้อมกับค่ารักษาพยาบาลตัวเอง)
2. นาย ข.เป็นคนที่เตรียมความพร้อมให้ตัวเองและครอบครัวเสมอ จึงทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุไว้ให้ตัวเอง พอเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับนาย ข. (เกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บไข้ได้ป่วย) นาย ข. ก็สามารถเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชน หรือโรงพยาบาลที่ให้การรักษาที่รวดเร็วได้ หรือถ้าเกิดอุบัติเหตุในสถานที่ไม่มีคนรู้จักจะได้ไม่ลำบาก ไม่ต้องคอยญาติเพราะบริษัทประกันรับผิดชอบอยู่แล้ว(จากเหตุการณ์นี้ทำให้เห็นการเตรียมความพร้อมของนาย ข. เพราะประโยชน์ของการประกันชีวิตจะเน้นเรื่องการออมและสวัสดิการเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล เพราะสถานพยาบาลของรัฐมีไม่เพียงพอ ถ้ารับการรักษาอาจะต้องรอคิว ซึ่งบางโรครอไม่ได้และค่ายาหรือแม้แต่ค่ารักษาพยาบาลก็นับวันจะสูงขึ้นทุกวัน ถ้าไม่มีการเตรียมการในอนาคตลำบากแน่)
3. เด็กชาย ข. เป็นนักเรียนชั้นม.1 เป็นนักเรียนที่มีความประพฤติดี การเล่าเรียนอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ปรากฏว่าหลักจากโรงเรียนเปิดการศึกษาได้ 3-4 อาทิตย์ เด็กชาย ข. ก็เริ่มขาดโรงเรียน ครูประจำชั้นจึงเจ้งให้ผู้ปกครองมาพบที่โรงเรียน วันรุ่งขึ้นคุณแม่ของเด็กชาย ข. ได้มาพบผู้อำนวยการโรงเรียนและครูประจำชั้น ทันทีที่คุณแม่ของเด็กชาย ข. พบครูประจำชั้นก็ร้องไห้และล่าสาเหตุที่ลูกชายของตนหนีโรงเรียนซึ่งตนเองไม่เคยทราบมาก่อน จนกระทั่งได้ทราบข่าวจากครูประจำชั้น เนื่องจากบุตรชายของตนแต่งตัวออกจากบ้านในตอนเช้า โดยคุณแม่จะมาส่งที่ป้ายรถเมล์และกลับบ้านตามเวลา จากการซักถามจึงทราบว่าเด็กชาย ข. หนีไปที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งและใช้เวลาทั้งหมดดูหนังสือโดยไม่กล้าไปโรงเรียนเนื่องจากอายเพื่อน เพราะทางโรงเรียนมีใบทวงค่าเล่าเรียน แต่เด็กชาย ข. ไม่กล้าไปบอกคุณแม่เพราะสงสารคุณแม่ที่ต้องรับภาระหนักในครอบครัว เนื่องจากคุณพ่อซึ่งเป็นนายตำรวจได้เสียชีวิตไปเมื่อตอนปิดเทอมใหญ่ที่ผ่านมา สภาพและฐานะครอบครัวก็เปลี่ยนไปเพราะในสมัยที่คุณพ่อยังอยู่นั้น คุณพ่อจะมาชำระค่าเล่าเรียนทั้งปี ดังนั้นเมื่อเด็กชาย ข. ถูกทวงถามค่าเล่าเรียนจึงอับอายเพื่อนฝูงและหนีโรงเรียนในที่สุด คุณแม่เล่าไปก็ร้องไห้ไป(จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น อยากให้ผู้อ่านทุกคนนึกถึงตัวเราว่าวันนี้เรามีหลักประกันและความมั่นคงให้แก่ครอบครัวและคนที่เรารักแล้วหรือยัง ? ถ้ายังลองเปิดใจรับการประกันชีวิตเพราะหากผู้นำครอบครัวทำประกนชีวิตไว้แล้วเกิดเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร เงินประกันชีวิตที่ได้รับจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินของครอบครัวได้ระยะหนึ่ง หรือหากทำประกันชีวิตเพื่อการศึกษาของลูกไว้ ลูกก็จะมีเงินใช้จ่ายเพื่อการศึกษาได้ต่อไป)

สาระพันปัญหาเรื่องการประกันชีวิต
1. จะเลือกและตัดสินใจซื้อประกันชีวิตให้เหมาะกับตัวเราอย่างไร ?
   1. คนที่เกรงว่าจะมีอายุยืนยาวนานและต้องการมีรายได้ยามชรา ควรจะเลือกซื้อประกันชีวิตในแบบเกษียณอายุ
   2. คนที่มีรายได้ไม่สูงนักและต้องการความคุ้มครองการเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร ควรจะเลือกซื้อแบบประกันชีวิตแบบออมทรัพย์
   3. คนที่ต้อง
การมีเงินทุนสำหรับเจ็บป่วยครั้งสุดท้ายและค่าทำศพ คุ้มครองหนี้สิน ควรจะเลือกซื้อแบบประกันแบบตลอดชีพ
   4. คนที่ต้องการสะสมเงินไว้เป็นทุนการศึกษาบุตร ควรเลือกทำแบบสะสมทรัพย์
2. จะเลือกและตัดสินใจซื้อประกันชีวิตให้เหมาะกับกำลังทรัพย์อย่างไร ?
   ไม่ว่าจะมีความต้องการแบบไหน การซื้อประกันชีวิตควรจะเริ่มซื้อตั้งแต่เบื้องต้นและซื้อตามกำลังทรัพย์ที่มี แม้ว่ากำลังซื้อในช่วงแรกจะมีอยู่น้อย สิ่งที่ควรเลือกซื้อมากที่สุด คือ ความคุ้มครอง จึงควรซื้อแบบประกันที่เน้นไปที่ความคุ้มครองก่อน อย่างแบบตลอดชีพ
3. คนทำงานควรเริ่มประกันชีวิตแบบไหน ?
   แบบประกันสำหรับกลุ่มคนทำงาน คือ คุ้มครองตลอดชีพ เพราะในแง่ความคุ้มครองอัตราเบี้ยประกันแปรไปตามอายุ เริ่มเร็วยิ่งดี โดยเฉพาะในส่วนที่มีความคุ้มครองมาก ๆ ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ยิ่งต้นทุนถูก และสามารถพิจารณาถึงการออมทรัพย์ภายหลังได้ เพราะเบี้ยประกันออมทรัพย์ถูกกำหนดด้วยผลตอบแทนในเชิงของเงินคืนซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย กับความคุ้มครองซึ่งขึ้นอยู่กับอัตรามรณกรรม
4. ค่ารักษาพยาบาลแพง ประกันชีวิตลดได้อย่างไร ?     
   ปัจจุบันด้วยอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้เงินออมที่คาดว่าจะนำมาใช้รักษาไม่เพียงพออย่างที่ตั้งใจไว้ แม้ว่าพนักงานจะมีสวัสดิการขององค์กรหรือภาครัฐเข้ามาดูแลค่ารักษาพยาบาลบางส่วนแล้วก็ตาม แต่การที่คนสูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีโอกาสในการเกิดโรคภัยต่าง ๆ มากขึ้นตามไปด้วย สวัสดิการที่มีอยู่อาจจะไม่เพียงพอ หากมีการวางแผนทางการเงินไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว นอกเหนือจากการประกันชีวิตแล้วก็น่าที่จะมองการประกันสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนบุคคลเข้าไปด้วย เพราะเบี้ยประกันภัยที่อาจจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่มั่นใจได้ว่าเมื่อเกิดอะไรขึ้นแล้วจะไม่กระทบกระแสเงินมากนัก ตัวอย่าง หากจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพปีละ 3,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลครั้งละ 30,000-40,000 บาท เมื่อมีประกันสุขภาพก็แทบจะไม่ต้องจ่ายอะไรเลย แต่หากเก็บเงินเอง 25,000 บาท และใช้กับค่ารักษาพยาบาล 30.000 บาท เท่ากับเงินเก็บหายไปเลย 
 5. แบบประกันชีวิตมีอยู่มาก จะเลือกซื้ออย่างไร ?
   การที่มีแบบประกันให้เลือกซื้อหลากหลายแบบนั้น ตัวแทนขายประกันชีวิตจึงเป็นผู้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับลูกค้า  

คลิ๊กเพื่อกลับไปหน้าแรก